วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

จันทรุปราคาเต็มดวง 10 ธันวาคม 2554




จันทรุปราคาเต็มดวง (Total Lunar Eclipse) วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม 2554
จันทรุปาคา เป็นปรากฏการณ์ ที่โลกบังแสงดวงอาทิตย์ไม่ให้ไปกระทบที่ดวงจันทร์ ในบริเวณดวงอาทิตย์ในวันเพ็ญ ( ขึ้น 15 ค่ำ ) โดยโลกอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ ทำให้เงาของโลกไปบังดวงจันทร์


การเกิดจันทรุปราคา หรือเรียกอีกอย่างว่า จันทคราส คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันเพ็ญ (ขึ้น 15 ค่ำ) เมื่อดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในระนาบเส้นตรงเดียวกับโลกและดวงอาทิตย์ทำให้เงาของโลกบังดวงจันทร์คนบนซีกโลกซึ่งควรจะเห็นดวงจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญจึงมองเห็นดวงจันทร์ในลักษณะต่างๆ เช่น “ จันทรุปราคาเต็มดวง” เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนเข้าไปในเงามืดของโลก จึงทำคนบนซีกโลกที่ควรเห็นดวงจันทร์เต็มดวง กลับเห็นดวงจันทร์ซึ่งเป็นสีเหลืองนวลค่อยๆ มืดลง กินเวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง จากนั้นจึงจะเห็นดวงจันทร์ เป็นสีแดงเหมือนสีอิฐเต็มดวง เพราะได้รับแสงสีแดงซึ่งเป็นคลื่นที่ยาวที่สุดและบรรยากาศโลกหักเหไปกระทบกับดวงจันทร์ ส่วน “ จันทรุปราคาบางส่วน” เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้าไปในเงามือของโลกเพียงบางส่วน จึงทำให้เห็นดวงจันทร์เพ็ญบางส่วนมืดลงและบางส่วนมีสีอิฐขณะเดียวกันอาจเห็นเงาของโลกเป็นขอบโค้งอยู่บนดวงจันทร์ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าโลกกลม


     ผลกระทบ การเกิดจันทรุปราคาไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเพราะเป็นช่วงกลางคืน แต่คนสมัยก่อนมีความเชื่อเช่นเดียวกับการเกิดสุริยุปราคา โดยเชื่อว่า ราหูอมจันทร์” ซึ่งจะนำความหายนะ และภัยพิบัติมาสู่โลก คนจีนและคนไทยจึงแก้เคล็ดคล้ายกันเช่น ใช้วิธส่งเสียงขับไล่ คนจีนจุดประทัด ตีกะทะ ส่วนคนไทยก็เล่นกันก็ตีกะลา เอาไม้ตำน้ำพริกไปตีต้นไม้ เอาผ้าถุงไปผูกเพื่อล้างความโชคร้ายและให้ราหูโลกอมจันทร์” 

ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ คือหลังจากที่เกิดสุริยุปราคาบางส่วนในวันที่ 25 พฤศจิกายน อีก 15 วันต่อมาดวงจันทร์ก็เคลื่อนไปอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ โดยเข้าไปอยู่ในเงามืดของโลกเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง แต่ก็ไม่ได้เข้าไปอยู่ในแนวกึ่งกลางเงามืดเหมือนวันที่ 15 มิถุนายน 2554  

      สำหรับพื้นที่ในการเห็นปรากฏการณ์นี้จะกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก ยกเว้นทวีปอเมริกาใต้ และชายฝั่งตะวันตกของอาฟริกาเท่านั้น   สำหรับประเทศไทยจะเห็นปรากฏการณ์ครั้งนี้ตลอดทั้งช่วง





      โดยที่ดวงจันทร์เริ่มเข้าสัมผัสเงามัวตั้งแต่เวลา 11.33 UT หรือ 18.33 น. ของวันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม ตามเวลาประเทศไทย แต่ก็ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก จนกระทั้งเริ่มสัมผัสเงามืดเวลา 12.45 UT หรือ 19.45 น. ตามเวลาประเทศไทย และเข้าในเงามืดจนหมดเวลา 14.06 UT หรือ 21.06 น. แล้วเริ่มออกจากเงามืดเวลา 14.57 UT หรือ 21.57 น. รวมเวลาที่อยู่ในเงามืดนาน 51 นาที แล้วออกจากเงามืดจนหมดเวลา 16.17 UT หรือ 23.17 น. ตามเวลาประเทศไทย กินเวลานานทั้งสิ้น 3 ชั่วโมง 32 นาที




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น